ติดภารกิจมากมายทั้งที่มีสาระ และ ไม่ เลยยังไม่ได้อัพบลอกนานมาก วันนี้บังคับตัวเองให้มาพิมพ์เพราะยิงนานรายละเอียดที่จำได้ก็ยิ่งน้อยลง กอร์ปกับวันนี้ไปอัดรูปมาบางส่วนด้วย ไม่รู้ว่ามีใครเป็นรึเปล่า ที่รู้สึกว่ารูปที่เป็นใบใบมันคลาสสิกกว่าการดูในคอมพิวเตอร์ เริ่มรายละเอียดการไปเที่ยวคิวชูต่อกันเลย
วันแรกนั้นยาวนานมากสำหรับการไปเที่ยวครั้งนี้ เพราะทัวร์แถมที่เที่ยวให้ เพราะจะเข้าที่พักได้ก็ต้องหนึ่งทุ่มครึ่งนู่น
จำได้ว่าหลังจากที่ peace park แล้ว มองเวลาแค่สี่โมงครึ่งเอง ต่อเชื่อมมาจากเรื่องระเบิดปรมาณูที่เมืองนางาซากินี้ แทบทุกอย่างในบริเวณนั้นราบเรียบพังทลายไปหมด แต่สิ่งที่หลงเหลือบางอย่างก็เป้นเหมือนเบาะแสนะ ในพิพิธภัณฑ์มีนาฬิกาไม้โบราณที่เข็มอยู่ครบหยุดเดินในเวลา 11.02 เค้าก็เชื่อกันว่าเป็นเวลาที่ระเบิดลูกนี้ลงพอดี เราชอบของชิ้นนี้นะ แต่ข้างในพิพิธภัณฑ์ถ่ายรูปมาไม่ได้จ้า
ท่ามกลางซากปรักหักพังมีสิ่งหนึ่งที่ยังคงอยู่คือ "เสาโทริอิ" ได้มีโอกาสไปดูเสาต้นนี้ด้วย พอเห็นแล้วแบบว่า เสาปูนข้างบ้านรึเปล่า คือเสามันตั้งอยู่ในเมืองแล้วมีบ้านเหมือนเป็นหมู่บ้านอยู่ล้อมๆแล้วล่ะ ความขลังแทบไม่เหลือคนขับรถขับพาเราผ่านดูเฉยๆไม่ได้ลง (ถ้าให้ลงคงโกรธพอตัว ก็มันไม่มีอะไร) แต่ตอนรถผ่านก็ถ่ายรูปมา ตามที่เห็นด้านล่าง...
คราวที่แล้วบอกจะเล่า แต่มันยาวแล้วเลยยังไม่ได้เล่าเรื่องเสาโทริอิที่รูปร่างคล้ายเสาชิงช้าบ้านเรานี่ล่ะ เป็นสัญลักษณ์ของวัด/ศาลเจ้าของศาสนาชินโตเค้าล่ะ มีเรื่องเล่าของคนญี่ปุ่นเกี่ยวกับเทพเจ้าแห่งพระอาทิตย์ที่มักจะโดนกลั่นแกล้งอยู่เสมอจึงตัดสินใจขังตัวเองหลบอยู่ในถ้ำแล้วเอาหินปิดประตูทางเข้าถ้ำซะ ก็ทำให้โลกนี้ไม่มีแสงสว่างจากพระอาทิตย์เกิดความเดือนร้อนกันถ้วนหน้า เทพเจ้าองค์อื่นๆจึงวางแผนว่าจะทำอย่างไรให้เทพเจ้าแห่งพระอาทิตย์นี้ออกมาจากถ้ำ...สรุปว่าสุดท้ายสำเร็จด้วยการที่มีเสียงไก่ร้อง เทพเจ้าแห่งพระอาทิตย์ได้ยินจึงรู้สึกแปลกใจจึงแง้มประตูถ้ำแล้วเทพเจ้าองค์อื่นๆจึงพาตัวออกมาจากถ้ำได้นั่นเองเสาโทริอินี้จึงเป็นตัวแทนของเหตุการณ์ครั้งนั้นคือเป็นเสาที่ไก่เกาะตอนขันนั่นเอง โอย ใช้คำแย่มาก ขออภัยอย่างยิ่ง บิดเบือนนิดหน่อยเพราะลืมๆไปบ้าง แต่เท่าที่จำได้น่าจะประมาณนี้ ใครอยากอ่านแบบเป็นการเป็นงาน ก็ที่นี่ละกัน
http://en.wikipedia.org/wiki/Torii
เพราะสิ่งที่เล่ามานี่ฟังมาจากไกด์อีกทีค่ะ หลังจากเสาต้นนี้เดินทางไปยังสถานที่แถม เป็นบ้านพักของพ่อค้าชาวสกอตแลนด์ที่มาทำการค้ากับประเทศญี่ปุ่นทางท่าเรือเมืองฟุกุโอกะ บ้านเป็นแนวตะวันตก สวน น้ำตก อยู่บนเขา ด้านบนจึงชมเมืองฟุกุโอกะด้านทั้งหมดทั้งฝั่งตัวเมืองและท่าเรือ งามมาก ต้องขึ้นบันไดไปหลายชั้นพอควรจนถึงจุดที่ซื้อตั๋วเข้าชม แล้วก็มีบันไดเลื่อน บวก เดินๆบันไดธรรมดาอีกหลายชั้น ก็ขึ้นไปบนเขาน่ะ และระหว่างทาง เป็นปกติของแหล่งท่องเที่ยวคือร้านค้าดักเรียงรายทีเดียว softcream ไปที่ไหนก็เจอ ทุกแห่งหนตำบลใดของญี่ปุ่นต้องขาย softcream อีกอย่างก็คิตติ้ พวกกุญแจคิตตี้ปลาคอด ที่ห้อยมือถือคิตตี้เกาะแหล่งท่องเที่ยว ประมาณนี้มีทุกที่ กัดกินเงินเราไป (เฉพาะ softcreamนะ คิตตี้ไม่ซื้อหรอก) เจ้าของชื่อคุณ Thomas Blake Glover ที่นี่ก็เลยเรียกว่า nagasaki glover garden (ตอนแรกนึกว่า clover เลยนึกว่าจะเกี่ยวอะไรกะใบ clover)
อันที่จริงบริเวณนี้ก็มีคุณพ่อค้าคนอื่นๆมาสร้างบ้านด้วยเหมือนกัน เป้นชาวตะวันตก ในโปสเตอร์มีสี่คน กพอดีไม่ได้นับแฮะ แต่หลังสีขาวที่เห็นในรูปเป้นของคุณ glover ตอนนี้ก็เป้นพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับการติดต่อซื้อขายทางเรือของชาวตะวันตกกับชาวญี่ปุ่น สมัยหลังฟื้นตัวจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ถามว่ามันมีอะไรโดดเด่นมั้ยสำหรับที่นี่ ก็ไม่เชิง แต่ให้นั่บทั้งวันยังได้ บรรยากาศมันดีมาก สวน น้ำตก บ่อน้ำ ปลาคาร์พ วิวทางเมืองอยู่บนเขา วิวอ่าวมีเรือจอด มันเพลินดี ก็เรียกว่าเป็นโปรแกรมแถมที่ไม่เลว
ที่เห็นในรูป ไม่ใช่ว่าเค้ามา cosplay อะไรในสวนหรอก ญี่ปุ่นเค้าชอบถ่ายรูป ชอบแต่งตัว เลยดึงมาขายได้ ง่ายๆคือมีชุดให้เช่าไปถ่ายรูปทำรายได้ได้ดีทีเดียวแต่อย่างเราไปถ่ายรูปกะเค้าเอาละกันไม่ยอมเสียเงินเอง อ่อลืมบอกว่าที่นี่เป็นสถานที่ถ่ายทำเรื่อง "madame butterfly" ด้วยนะแต่เราไม่เห็นจะจำได้เลย เสียดายช่วงที่ไปดอกไม้ไม่สวยเอาซะเลยเป็น autumn ที่ใบไม้เกือบจะเปลี่ยนสีแต่ไม่เปลี่ยนสี เกือบจะหนาวแต่ยังไม่หนาว เลยดอกไม้หน้าร้อน ดอกไม้หน้าหนาว ไม่มีให้ดูซักกะอย่าง
วันแรกนั้นยาวนานมากสำหรับการไปเที่ยวครั้งนี้ เพราะทัวร์แถมที่เที่ยวให้ เพราะจะเข้าที่พักได้ก็ต้องหนึ่งทุ่มครึ่งนู่น
จำได้ว่าหลังจากที่ peace park แล้ว มองเวลาแค่สี่โมงครึ่งเอง ต่อเชื่อมมาจากเรื่องระเบิดปรมาณูที่เมืองนางาซากินี้ แทบทุกอย่างในบริเวณนั้นราบเรียบพังทลายไปหมด แต่สิ่งที่หลงเหลือบางอย่างก็เป้นเหมือนเบาะแสนะ ในพิพิธภัณฑ์มีนาฬิกาไม้โบราณที่เข็มอยู่ครบหยุดเดินในเวลา 11.02 เค้าก็เชื่อกันว่าเป็นเวลาที่ระเบิดลูกนี้ลงพอดี เราชอบของชิ้นนี้นะ แต่ข้างในพิพิธภัณฑ์ถ่ายรูปมาไม่ได้จ้า
ท่ามกลางซากปรักหักพังมีสิ่งหนึ่งที่ยังคงอยู่คือ "เสาโทริอิ" ได้มีโอกาสไปดูเสาต้นนี้ด้วย พอเห็นแล้วแบบว่า เสาปูนข้างบ้านรึเปล่า คือเสามันตั้งอยู่ในเมืองแล้วมีบ้านเหมือนเป็นหมู่บ้านอยู่ล้อมๆแล้วล่ะ ความขลังแทบไม่เหลือคนขับรถขับพาเราผ่านดูเฉยๆไม่ได้ลง (ถ้าให้ลงคงโกรธพอตัว ก็มันไม่มีอะไร) แต่ตอนรถผ่านก็ถ่ายรูปมา ตามที่เห็นด้านล่าง...
http://en.wikipedia.org/wiki/Torii
เพราะสิ่งที่เล่ามานี่ฟังมาจากไกด์อีกทีค่ะ หลังจากเสาต้นนี้เดินทางไปยังสถานที่แถม เป็นบ้านพักของพ่อค้าชาวสกอตแลนด์ที่มาทำการค้ากับประเทศญี่ปุ่นทางท่าเรือเมืองฟุกุโอกะ บ้านเป็นแนวตะวันตก สวน น้ำตก อยู่บนเขา ด้านบนจึงชมเมืองฟุกุโอกะด้านทั้งหมดทั้งฝั่งตัวเมืองและท่าเรือ งามมาก ต้องขึ้นบันไดไปหลายชั้นพอควรจนถึงจุดที่ซื้อตั๋วเข้าชม แล้วก็มีบันไดเลื่อน บวก เดินๆบันไดธรรมดาอีกหลายชั้น ก็ขึ้นไปบนเขาน่ะ และระหว่างทาง เป็นปกติของแหล่งท่องเที่ยวคือร้านค้าดักเรียงรายทีเดียว softcream ไปที่ไหนก็เจอ ทุกแห่งหนตำบลใดของญี่ปุ่นต้องขาย softcream อีกอย่างก็คิตติ้ พวกกุญแจคิตตี้ปลาคอด ที่ห้อยมือถือคิตตี้เกาะแหล่งท่องเที่ยว ประมาณนี้มีทุกที่ กัดกินเงินเราไป (เฉพาะ softcreamนะ คิตตี้ไม่ซื้อหรอก) เจ้าของชื่อคุณ Thomas Blake Glover ที่นี่ก็เลยเรียกว่า nagasaki glover garden (ตอนแรกนึกว่า clover เลยนึกว่าจะเกี่ยวอะไรกะใบ clover)
อันที่จริงบริเวณนี้ก็มีคุณพ่อค้าคนอื่นๆมาสร้างบ้านด้วยเหมือนกัน เป้นชาวตะวันตก ในโปสเตอร์มีสี่คน กพอดีไม่ได้นับแฮะ แต่หลังสีขาวที่เห็นในรูปเป้นของคุณ glover ตอนนี้ก็เป้นพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับการติดต่อซื้อขายทางเรือของชาวตะวันตกกับชาวญี่ปุ่น สมัยหลังฟื้นตัวจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ถามว่ามันมีอะไรโดดเด่นมั้ยสำหรับที่นี่ ก็ไม่เชิง แต่ให้นั่บทั้งวันยังได้ บรรยากาศมันดีมาก สวน น้ำตก บ่อน้ำ ปลาคาร์พ วิวทางเมืองอยู่บนเขา วิวอ่าวมีเรือจอด มันเพลินดี ก็เรียกว่าเป็นโปรแกรมแถมที่ไม่เลว
ที่เห็นในรูป ไม่ใช่ว่าเค้ามา cosplay อะไรในสวนหรอก ญี่ปุ่นเค้าชอบถ่ายรูป ชอบแต่งตัว เลยดึงมาขายได้ ง่ายๆคือมีชุดให้เช่าไปถ่ายรูปทำรายได้ได้ดีทีเดียวแต่อย่างเราไปถ่ายรูปกะเค้าเอาละกันไม่ยอมเสียเงินเอง อ่อลืมบอกว่าที่นี่เป็นสถานที่ถ่ายทำเรื่อง "madame butterfly" ด้วยนะแต่เราไม่เห็นจะจำได้เลย เสียดายช่วงที่ไปดอกไม้ไม่สวยเอาซะเลยเป็น autumn ที่ใบไม้เกือบจะเปลี่ยนสีแต่ไม่เปลี่ยนสี เกือบจะหนาวแต่ยังไม่หนาว เลยดอกไม้หน้าร้อน ดอกไม้หน้าหนาว ไม่มีให้ดูซักกะอย่าง
Comments