เที่ยวเกาะคิวชู (Kyushu) เป็นเกาะที่ใหญ่เป็นอันดับสามรองจากฮอนชูและฮอกไกโดค่ะ อยู่ทางใต้นะคะเพราะฉะนั้นอากาศร้อนกว่าบริเวณอื่น แต่ปลูกผักผลไม้ได้ดีค่ะ คราวนี้ได้แวะเที่ยวเมืองหลักๆได้แก่ เบบปุ(Beppu) นางาซากิ(Nagasaki) คุมาโมโต้(Kumamoto) ฟุกุโอกะ(Fukuoka)
-ระยะเวลา 5 วันเที่ยว+2วันเดินทางค่ะ
-ผู้ร่วมเดินทาง พี่ปาล์ม, คุณแม่, ป้าดำ + 10 คนในกรุปทัวร์นะคะ
-ไกด์ ชื่อพี่ก้องค่ะ
ครั้งนี้เป็นการเที่ยวครั้งที่ 4 สำหรับประเทศญี่ปุ่นค่ะ (ที่เคยไปคือโตเกียว เกียวโต โอซาก้า เฮียวโกะ โกเบ +เกาะฮอคไกโด)
สำหรับประเทศที่เคยไปมาแล้ว
ซีกเอเชีย ได้แก่ จีน 2 ครั้ง->ปักกิ่ง เชียงไฮ้, เกาหลี 2 ครั้ง->โซล++ แหะลืม, ฮ่องกง 3-4 ครั้ง
โอเชีเนีย ได้แก่ ออสเตรเลีย 2 ครั้ง, นิวซีแลนด์
ยุโรป ได้แก่ ฝรั่งเศส 2 ครั้ง, อิตาลี, สวิสเซอร์แลนด์, อังกฤษ, สกอตแลนด์
อเมริกา ได้แก่ อเมริกา->pittsburgh(ไป work&travel), New york, LA
หมดแล้วค่ะ หลังจากทริปคิวชูนี้ขอพักอีกนานๆเบย เพราะเริ่มเที่ยวไม่สนุก เหมือนว่าเบื่อมากนั่นเอง
วันที่ 1: หลังจากลงจากเครื่องบินด้วยสภาพอ่อนเพลีย หิวนิดหน่อยเพราะอาหารบนเครื่องอย่างที่รู้ๆกัน เหม็นเนยมาก รสชาติห่วย เครื่องบินแลนด์ประมาณ 7 am เวลาญี่ปุ่นค่ะ ไปถึงยัง
-ระยะเวลา 5 วันเที่ยว+2วันเดินทางค่ะ
-ผู้ร่วมเดินทาง พี่ปาล์ม, คุณแม่, ป้าดำ + 10 คนในกรุปทัวร์นะคะ
-ไกด์ ชื่อพี่ก้องค่ะ
ครั้งนี้เป็นการเที่ยวครั้งที่ 4 สำหรับประเทศญี่ปุ่นค่ะ (ที่เคยไปคือโตเกียว เกียวโต โอซาก้า เฮียวโกะ โกเบ +เกาะฮอคไกโด)
สำหรับประเทศที่เคยไปมาแล้ว
ซีกเอเชีย ได้แก่ จีน 2 ครั้ง->ปักกิ่ง เชียงไฮ้, เกาหลี 2 ครั้ง->โซล++ แหะลืม, ฮ่องกง 3-4 ครั้ง
โอเชีเนีย ได้แก่ ออสเตรเลีย 2 ครั้ง, นิวซีแลนด์
ยุโรป ได้แก่ ฝรั่งเศส 2 ครั้ง, อิตาลี, สวิสเซอร์แลนด์, อังกฤษ, สกอตแลนด์
อเมริกา ได้แก่ อเมริกา->pittsburgh(ไป work&travel), New york, LA
หมดแล้วค่ะ หลังจากทริปคิวชูนี้ขอพักอีกนานๆเบย เพราะเริ่มเที่ยวไม่สนุก เหมือนว่าเบื่อมากนั่นเอง
วันที่ 1: หลังจากลงจากเครื่องบินด้วยสภาพอ่อนเพลีย หิวนิดหน่อยเพราะอาหารบนเครื่องอย่างที่รู้ๆกัน เหม็นเนยมาก รสชาติห่วย เครื่องบินแลนด์ประมาณ 7 am เวลาญี่ปุ่นค่ะ ไปถึงยัง
- สนามบินฟุกุโอกะค่ะ (Fukuoka)[1] เป็นทั้งสนามบิน international, domestic ตั้งอยู่บริเวณฮากาตะ สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง สนามบินนี้เป็นสนามบินของเครื่องบินรบค่ะ สนามบินนี้อยู่ไม่ไกลจากชุมชน เพราะฉะนั้น เปิดแค่ช่วง 7am-10pm ค่ะ ไม่เช่นนั้นเกิดมลภาวะเสียงรบกวนค่ะ ถ้าคนเคยไป สนามบิน Narita/Kansai มาก่อน ที่นี่เล็กกว่าเยอะค่ะ
- ศาลเจ้าดาไซฟุ เป็นศาลเจ้าที่มีชื่อเสียงเรื่องเกี่ยวกับการศึกษาความรู้ สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงท่าน มิจิซาเนะ ซึ่งเป็นนักปราชญ์เดิมทีท่านใช้ชีวิตอยู่ในเมืองเกียวโต แต่ถูกใส่ร้ายจึงถูกเนรเทศมายังเมืองแห่งนี้ และสถานที่นี้คือจุดที่เมื่อท่านเสียชีวิตแล้ว คนใข้วัวบรรทุกร่างของท่านเพื่อที่จะไปฝังบนเขา แต่เมื่อถึงจุดของศาลเจ้าแห่งนี้แล้ววัวไม่ยอมเดินไปต่อ จึงเป็นที่มาของศาลเจ้าดาไซฟุแห่งนี้ ลักษณะก็คล้ายกับวัดญี่ปุ่นทั่วไป คือก่อนเข้าจะมีน้ำให้ล้างมือก่อน, มีรูปปั้นวัวที่เป็นตัวแทนของวัวที่ขนร่างของท่ามิจิซาเนะ มีความเชื่อว่าถ้าลูบเขาแล้วก็จะประสบความสำเร็จ, มีสระน้ำรูปทรงหัวใจ, มีสะพานข้ามที่เป็น 3 ระดับเป็นตัวแทนของอดีต ปัจจุบัน และอนาคต, สวนญี่ปุ่น การขอพรก็ให้โยนเหรียญ 5 เยน คำนับหนึ่งครั้ง ปรบมือสองครั้ง แล้วคำนับอีกสองครั้ง ทำไมต้องปรบมือสองครั้งเดี๋ยวจะเล่าต่อไปวันอื่น วันที่ไปโชคดีได้เห็นเค้าทำพิธีกรรมขอพรเกี่ยวกับการศึกษา

ที่นี่ยังเป็นที่ปลูกต้นบ๊วยมากกว่า 6,000 ต้นถ้าออกดอกก็คงสวยดีแต่วันที่ไปก็เขียวๆเฉยๆ มีต้นหนึ่งอยู่ข้างวิหารเป็นต้นราชาบ๊วย ประมาณนั้น ต้นนี้มีความเชื่อว่าบินตามท่านมิจิซาเนะมาจากเกียวโตด้วย และต้นนี้จะเป็นต้นบ๊วยที่ออกดอกก่อนต้นอื่นๆเสมอ
เรื่อง ร้านค้าด้านหน้า ถ้าใครเคยไปวัดคิโยมิซึที่เกียวโตแล้วคงนึกออก เป็นร้านค้าสองฝั่งยาวทีเดียว ของขึ้นชื่อที่นี่ที่เค้านิยมซื้อกันก็ได้แก่ เครื่องรางเกี่ยวกับการศึกษา, ผลิตภัณฑ์จากบ๊วย, ไข่ปลาคอด
หลังจากนั้นก็นั่งรถต่อไปไกลเพราะเป้าหมายคือเมืองนางาซากิ นั่นรถก็ปาเข้าไปสองชั่วโมงถึงเวลาอาหารพอดี มื้อกลางวันมื้อแรกนี้เป็นอาหารจีนบริเวณ Nagasaki China Town ที่ญี่ปุ่นนี้มี China Town อยู่ด้วยกัน 3 แห่ง บริเวณเมืองท่า ได้แก่
- Yokohama Chinatown
- Kobe Chinatown
- Nagasaki Chinatown
รสชาติอาหาร เฮ่อ เกลียดอาหารจีนจัง แต่บริการและมารยาทดีกว่าเมืองจีนแน่นอน ไปคราวนี้ไม่ได้ถ่ายรูปอาหารมาเลย เพราะค่อนข้างจะไม่ปลื้ม
พลังการระเบิด ที่ส่งผลให้ตามทันที กินบริเวณวงกว้างพอสมควร รูปร่างการระเบิดจะคล้ายกับดอกเห็ด 50%
พลังความร้อน ร้อนชนิดว่ากระดูกคนยังหลอมรวมกับแก้วได้ 35%
พลังของรังสีต่างๆ อันนี้จะเป็นผลระยะยาวภายหลัง พวกรังสีเอกซ์ แกมม่า เบต้า อีก 15%
ในครั้งนี้ญี่ปุ่นถึงกับต้องประกาศยอมแพ้สงคราม แต่ก้มหน้ารับชะตากรรมของผู้แพ้สงคราม บอกได้คำเดียวว่าหงอย มันหม่นหมองมาก สำหรับการชมพิพิธภัณฑ์นี้ แต่ก็ทำให้รู้ ให้มีบทเรียนว่าไม่มีอะไรดีเกี่ยวกับ “สงคราม”
ข้างในถ่ายรูปไม่ได้ก็เลยไม่ได้ถ่ายมา ด้านนอกก็มีกระกระสาพับแขวนไว้เยอะตามความเชื่อที่พับนกครบ 1,000 ตัวคำขอจะเป็นจริงของเด็กหญิงซาดาโกะเมือง ฮิโรชิม่า (Hiroshima) ที่โดนระเบิดลงเช่นเดียวกัน ญี่ปุ่นนี่มีทักษะการสื่อความหมายเก่งดี พิพิธภัณฑ์เค้าทำได้ดีมาก น่าสนใจ เอาเทคโนโลยีมาใช้อธิบายได้ดีมาก แต่ล่าสุดเมืองไทยที่ siam museum ได้ยินมาว่าไม่แพ้ที่ไหนเหมือนกัน ว่าจะหาโอกาสไป
เดินออกมาด้านข้างจะเป็นสวน ที่จัดไว้เป็นอนุสรณ์คือบริเวณที่ระเบิดลงจริงๆ เรียกว่า ground zero โดยมีแผ่นหินแท่งดำๆเป็นสัญลักษณ์ตรงจุดนั้นเลย มีรูปปั้นเป็นอนุสรณ์ด้วย สวยมาก แต่ดูออกแนวตะวันตก ไม่เหมือนญี่ปุ่นเลย แต่ไม่รู้ประวัติที่มา ขอโทษจริงๆ
นั่งรถต่อมาที่ Peace Park มีอนุสรณ์ของผู้ที่เสียชีวิตในเหตุระเบิกครั้งนั้น มีรูปปั้นสูงสิบเมตรสร้างโดยคุณ Seibou Kitamura ในปี 1955 ก็คือ 10 ปีหลังจากเหตุการณ์ อีกครั้งที่รูปปั้นมีลักษณะตะวันตก สงสัยคงเพราะว่าเมืองนี้เป็นเมืองท่าที่เปิดรับวัฒนธรรมตะวันตกเอาไว้มาก ลักษณะของรูปปั้นมือขวาชี้ขึ้นด้านบนหมายถึงระเบิดที่ตกลงมาจากด้านบน มือซ้ายกางออกขนานกับพื้นดินหมายถึงการพังพินาศราบเรียบลงไปหมด ส่วนการที่รูปปั้นปิดตาก็หมายถึงไม่อยากจะเห็นภาพอันโหดร้ายนี้

PS: ยังไม่จบ
- พิพิธภัณฑ์ อะตอมมิคบอบม์เป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมรายละเอียดเกี่ยวกับความเสียหายของการทิ้งระเบิดปรมาณูจากที่อเมริกาเอาเฮลิคอปเตอร์มาทิ้ง เป็นลูกที่สองของญี่ปุ่น
- ลูกแรกชื่อ “Little Boy” ในวันที่ 6 สิงหาคม 1945 ลงที่ Hiroshima ครั้งนั้นคนตายประมาณ 100000 คนได้
- ลูกที่สองนี้ชื่อ “Fat Man” พลังทำลายล้างสูงกว่าลูกแรกมาก คงดูออกจากชื่อ ถูกทิ้งลงใน 3 วันต่อมาคือวันที่ 9 สิงหาคม 1945 มีเป้าหมายคือ อู่ต่อเรือรบเพราะนางาซากินี่เป็นเมืองท่า แต่พลาดมาลงที่บริเวณชุมชนชาวคริสต์ คนบริสุทธิ์ตายประมาณ 75,000 ทันที แต่ผลกระทบอีกมามายมหาศาล
พลังการระเบิด ที่ส่งผลให้ตามทันที กินบริเวณวงกว้างพอสมควร รูปร่างการระเบิดจะคล้ายกับดอกเห็ด 50%
พลังความร้อน ร้อนชนิดว่ากระดูกคนยังหลอมรวมกับแก้วได้ 35%
พลังของรังสีต่างๆ อันนี้จะเป็นผลระยะยาวภายหลัง พวกรังสีเอกซ์ แกมม่า เบต้า อีก 15%
ในครั้งนี้ญี่ปุ่นถึงกับต้องประกาศยอมแพ้สงคราม แต่ก้มหน้ารับชะตากรรมของผู้แพ้สงคราม บอกได้คำเดียวว่าหงอย มันหม่นหมองมาก สำหรับการชมพิพิธภัณฑ์นี้ แต่ก็ทำให้รู้ ให้มีบทเรียนว่าไม่มีอะไรดีเกี่ยวกับ “สงคราม”
ข้างในถ่ายรูปไม่ได้ก็เลยไม่ได้ถ่ายมา ด้านนอกก็มีกระกระสาพับแขวนไว้เยอะตามความเชื่อที่พับนกครบ 1,000 ตัวคำขอจะเป็นจริงของเด็กหญิงซาดาโกะเมือง ฮิโรชิม่า (Hiroshima) ที่โดนระเบิดลงเช่นเดียวกัน ญี่ปุ่นนี่มีทักษะการสื่อความหมายเก่งดี พิพิธภัณฑ์เค้าทำได้ดีมาก น่าสนใจ เอาเทคโนโลยีมาใช้อธิบายได้ดีมาก แต่ล่าสุดเมืองไทยที่ siam museum ได้ยินมาว่าไม่แพ้ที่ไหนเหมือนกัน ว่าจะหาโอกาสไป
เดินออกมาด้านข้างจะเป็นสวน ที่จัดไว้เป็นอนุสรณ์คือบริเวณที่ระเบิดลงจริงๆ เรียกว่า ground zero โดยมีแผ่นหินแท่งดำๆเป็นสัญลักษณ์ตรงจุดนั้นเลย มีรูปปั้นเป็นอนุสรณ์ด้วย สวยมาก แต่ดูออกแนวตะวันตก ไม่เหมือนญี่ปุ่นเลย แต่ไม่รู้ประวัติที่มา ขอโทษจริงๆ
นั่งรถต่อมาที่ Peace Park มีอนุสรณ์ของผู้ที่เสียชีวิตในเหตุระเบิกครั้งนั้น มีรูปปั้นสูงสิบเมตรสร้างโดยคุณ Seibou Kitamura ในปี 1955 ก็คือ 10 ปีหลังจากเหตุการณ์ อีกครั้งที่รูปปั้นมีลักษณะตะวันตก สงสัยคงเพราะว่าเมืองนี้เป็นเมืองท่าที่เปิดรับวัฒนธรรมตะวันตกเอาไว้มาก ลักษณะของรูปปั้นมือขวาชี้ขึ้นด้านบนหมายถึงระเบิดที่ตกลงมาจากด้านบน มือซ้ายกางออกขนานกับพื้นดินหมายถึงการพังพินาศราบเรียบลงไปหมด ส่วนการที่รูปปั้นปิดตาก็หมายถึงไม่อยากจะเห็นภาพอันโหดร้ายนี้
PS: ยังไม่จบ
Comments